Showing posts with label Hospital Admission. Show all posts
Showing posts with label Hospital Admission. Show all posts

Wednesday, July 10, 2013

Perk Series Epilogue: Whatever are left over from a cancer perk

บทความนี้จะเป็นบทความชิ้นสุดท้ายที่ผมจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาการป่วยของตัวเองละครับ (อย่าพึ่งเบื่อกันนะครับ) ในครั้งนี้ผมจะเล่าถึงด้านดีๆจากโรคนี้บ้าง หลายคนอาจจะมองว่าผมดูโชคร้าย น่าสงสาร ในตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ ช่วงที่ป่วยอยู่ผมเคยอ่านบันทึกของคนที่หายป่วยจากโรคร้ายต่างๆ และสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยมากที่สุดคือคนส่วนใหญ่กล่าวไว้ว่า 


พวกเขาจะไม่ยอมแลกประสบการณ์ตอนป่วยแบบนั้นกับสิ่งอื่นๆในชีวิต” 


             ผมในตอนนั้นคิดว่ามันบ้ามากเกินไปแล้วครับ ผมยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างกับสภาพในตอนนั้นเพื่อให้ตัวเองหายป่วยให้เร็วที่สุดด้วยซ้ำไปครับ

แต่ทว่าในตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ชื่อว่ามะเร็งมันไม่ใช่กรรม มันก็มีด้านที่ดีของมันเช่นกัน ผมขอเลือกใช้คำว่า “Cancer Perk” (ผมติดใจคำนี้จากหนังสือชื่อ “The Fault In Our Stars” ของ John Green

            ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากอาการป่วยและมันติดกับตัวผมตั้งแต่เวลานั้นมาตลอด ผมจึงอยากจะมาเล่าให้ทุกคนเข้าใจถึงเหตุผลดังกล่าว ที่ทำไมทำให้ผมมองประสบการณ์นี้ล้ำค่ามากที่สุดในชีวิตเหมือนกับคนอื่นๆครับ

ก่อนจะเล่าต่อไปผมขอออกตัวก่อนนะครับว่า ทั้งหมดนี้เป็นแค่บันทึกหรือความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น ผมไม่ได้อยากจะเขียนบทความเพื่อจะตักเตือนหรือสั่งสอนใคร แค่อยากจะแชร์มุมมองประสบการณ์ในแบบของผมเท่านั้น 


Cancer Perk ทำให้....

ผม ... รู้จักการมองโลกทุกอย่างในแง่ดี

            ก่อนหน้าที่ผมจะล้มป่วย ผมรู้ตัวเองว่าเป็นคนที่คิดมากอยู่ตลอดเวลา ทำอะไรต้องให้ได้ดั่งใจตามที่หวังและชอบโทษตัวเองอยู่เสมอเมื่อทำผิดพลาดในสิ่งต่างๆ แต่พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผมเจอกับความผิดหวังหลายต่อหลายครั้ง (ไม่ว่าจะเป็นอาการที่คาดไม่ถึง หรือโอกาสที่นับไม่ถ้วนที่ต้องหลุดลอยออกไป) มากจนทำให้ผมรู้จักคำๆนึงที่มีชื่อว่า “ปล่อยวาง”

คำว่า “ปล่อยวาง” ทำให้ผมดีใจกับทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมา ผมดีใจกับการกลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไป ความลำบากก็เหมือนเป็นสีสันของชีวิตเหมือนคอยเตือนว่าเรายังมีชีวิตอยู่ซะมากกว่า เมื่อผมเจอเหตุการณ์เครียดๆหรือลำบากๆ ผมก็แค่บอกกับตัวเองว่า “แล้วยังไงละ ก็ยังแข็งแรงอยู่ก็พอละหนิ” ในบางครั้งผมยังยิ้มออกมาเวลาที่ตัวเองเครียดๆ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปครับ

 ผม ... รู้ว่าสุขภาพนั้นไม่ยั่งยืน

            อย่างที่ผมเคยเล่าไปว่าผมเป็นคนที่อาจจะไม่ใช่คนที่แข็งแรงแบบนักกีฬา แต่ผมก็เล่นกีฬาออกกำลังกายบ้างในระดับคนทั่วไป ไม่สูบบุหรี่ ไม่ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่ติดเหล้า ไม่เคยล้มป่วยถึงขนาดนอนโรงพยาบาลมาก่อนตั้งแต่เกิดมา แต่พอผมเจอเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง รวมไปถึงการที่ตามองไม่เห็นเป็นเวลาเกือบสองเดือน ผมรู้ว่าผมควรจะถนอมร่างกายให้มากกว่านี้เพื่อทำให้ผมยังสามารถดำเนินชีวิตอย่างที่ชอบต่อไปได้

ผมเคยได้ยินแต่คนรอบข้างของผมพูดว่า “คนเราไม่ป่วยหรือตายง่ายๆหรอก ทำงานหรือเที่ยวเล่นโต้รุ่งเป็นเรื่องปกติไป” (ผมเชื่อว่าหลายๆคนยังคิดแบบนั้นอยู่เพราะว่าแต่ก่อนผมก็เป็นเหมือนกัน) ผมปรับแนวคิดนี้ใหม่แล้วหันมาใส่ใจให้กับตัวเองมากขึ้นแทนครับ

            ผมเลือกที่จะพักเมื่อตัวเองเหนื่อยและเลือกที่จะไม่ฝืนตัวเอง ถ้าหากล้มป่วยอีกครั้งสิ่งที่กำลังทำอยู่จะล้มพังระเนระนาดลงมาและจะแย่ยิ่งกว่าถ้าหากผมไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบต่อไป

ผม ... รู้จักวิธีการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

            ผมได้เรียนรู้ว่าผมต้องให้รางวัลกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่ามันเป็นที่มาของนิสัยหลายๆอย่างที่เปลี่ยนไป ผมเริ่มนิสัยที่จะแบ่งเวลาเพื่อมาเล่นหรือทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เพื่อให้สบายใจมากที่สุด ผมฉลองกับสิ่งเล็กๆน้อยๆทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นหลังสอบเสร็จหรือแม้แค่หลังส่งการบ้าน ผมเรียนรู้ที่จะหาความสุขให้กับตัวเองด้วยวิธีต่างๆ

            แม้ว่าอาจจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเสียเท่าไร เพราะการใช้เวลาไปกับสิ่งอื่นในช่วงที่ใกล้เดทไลน์ หลายๆคนอาจจะมองว่าผมไม่ทุ่มเทกับสิ่งที่ทำอยู่ แต่ในตอนนี้ผมมองว่าการใช้ชีวิตอยู่เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่งานยุ่งสุดๆ ผมเลือกที่จะวางงาน การบ้านหรือธุระต่างๆ และมาเติมความสุขให้กับตัวเองเป็นประจำมากกว่า

ผม ... มีเพื่อนและคนรอบข้างที่ใครๆต้องอิจฉา

เคยได้ยินคำกล่าวนี้มั้ยครับ “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” พวกเราต่างโดนสอนมาด้วยบทเรียนเดียวกันตั้งแต่เด็ก แต่มันกลับกันครับ เพื่อนๆทุกคนห่วงใยและคอยช่วยเหลือผมทุกๆอย่างจนกระทั่งผมหายป่วยเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจจากทุกทาง หรือการช่วยเหลือต่างๆรวมไปถึงการมาเยี่ยม ซื้อขนมของกินมาฝาก เป็นเพื่อนพูดคุยทุกๆช่องทาง เวลาผมต้องนอนเหงาและเบื่ออยู่ในโรงพยาบาล (ทุกๆข้อความของเพื่อนๆช่วยให้ผมผ่านความยากลำบากทั้งหมดมาได้จริงๆครับ) จากเพื่อนที่แทบจะไม่เคยคุยกันยังติดต่อมาหา มาเข้าเยี่ยมและบางคนถึงกับกลายเป็นเพื่อนสนิทยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ถ้าหากว่าคำกล่าวข้างต้นเป็นจริง ผมก็คงเป็นคนที่โชคดีสุดๆ เพราะผมไม่เห็นว่าเพื่อนตายจะหายากกว่ายังไงเลยครับ

เก็บตก...ไม่รู้จะเล่าตรงไหนดี

1.      ตั้งแต่ผมเข้าโรงพยาบาลผมน้ำหนักลดไป 13 กิโลได้ แต่มันก็เพิ่มขึ้น 5 กิโลภายในห้าวันที่ผมออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายแม้ว่าผมจะลดปริมาณการกินลง และสุดท้ายมันก็กลับมาเท่าเดิมภายในหนึ่งเดือน ผมจึงเข้าใจว่าการอดอาหารไม่น่าจะทำให้คนอย่างผมผอมลงได้ ถ้าหากไม่สามารถอดอาหารได้อย่างตลอดไป

2.      ผมนับถือคุณหมอและพยาบาลทุกคนมาก ตลอดหกเดือนที่อยู่ที่โรงพยาบาล ผมนับได้ว่าวันที่ผมไม่เจอคุณหมอ ไม่เกินสิบวันแน่นอนครับ รวมไปถึงช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น (โกลเด้นวีค) บางวันท่านมาแต่เช้าตั้งแต่หกโมง บางวันสามสี่ทุ่มผมก็ยังเห็นคุณหมอท่านทำงานอยู่ และที่สำคัญสิบวันที่ผมไม่ได้เจอคุณหมอนั้นผมทราบมาว่า คุณหมอท่านไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นด้วยซ้ำไป ผมเองเคยถามคุณหมอว่า ”ไม่มีวันหยุดบ้างหรือครับ” คุณหมอท่านตอบกลับมาว่า “ก็มีคนไข้ที่ต้องดูแลนะสิ”

3.      ผมได้รู้จักเพื่อนต่างวัยที่มีอายุห่างจากผมเกือบสี่เท่าตัว คุณลุงที่ป่วยเป็นโรคเดียวกัน(แต่คนละประเภท) ได้เป็นเพื่อนพูดคุยกันในช่วงเดือนสุดท้าย ก่อนคุณลุงแกจะถูกย้ายไปห้อง”ฆ่าเชื้อโรคในเวลาต่อมา ทำให้ผมรู้สึกว่าการพูดคุยกับผู้ป่วยโรคเดียวกันนั้นทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจที่ดีขึ้นมาก และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ผมตัดสินใจมาเขียนเล่าบันทึกนี้ขึ้นมาครับ

EDIT:
4.  หลังจากผมทำเคมีบำบัด จากผมขาวที่เคยมีอยู่เนื่องจากพันธุกรรมตั้งแต่ชั้นประถมได้หายไปจนเกือบหมด รวมไปถึงผิวหน้าใส ไร้สิวมาเกือบๆสองปี เป็นข้อดีที่แปลกเหมือนผมได้รีเซ็ทตัวเองใหม่ประมาณนั้นก็ว่าได้ครับ ตอนที่เส้นผมเริ่มขึ้นมาใหม่ๆ เส้นผมนั้นเหมือนผมเด็กๆนุ่มและหยิก ซึ่งตรงกันข้ามกับแต่ก่อนที่เป็นเส้นใหญ่และแข็ง

สุดท้ายนี้ผมได้ค้นพบสิ่งสำคัญอีกอย่างจากอาการป่วยนี้ครับ นั่นคือผมสนุกกับการเล่าเรื่องมากและดีใจมากที่มีคนคอยอ่านและติชมเรื่องของผม ไม่ว่าจากช่องทางใดก็ตาม ถ้าหากผมไม่ได้ล้มป่วยผมอาจจะไม่มีเรื่องมาเล่าหรือ ไม่มีคนที่จะอ่านเรื่องของผมด้วยซ้ำไป ผมหวังว่าจะยังมีคนคอยติดตามอ่านเรื่องต่อๆไปที่ผมจะเล่าในอนาคตนะครับ

ถ้าหากถูกใจเรื่องของผม หรืออยากพูดคุยก็เชิญทักผ่าน Twitter ผมได้ที่ด้านขวามือ หรือที่ @zeal_cc ครับผมจะเร่งมือเขียนบทความออกมาใหม่เรื่อยๆ ถ้าหากไม่ถูกใจหรืออยากติชมใดๆ ก็เชิญคอมเม้นท์ไว้ได้เลยครับ ทุกคอมเม้นท์มันจะเด้งเข้ามาที่เมลล์ผม

.........ขอบคุณมากครับ.........

แถมครับ
ผมขอแนะนำบทความหนึ่งที่เป็นอีกแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมาเล่าถึงเรื่องของตัวเองนี้ ถ้าหากท่านไม่เคยอ่านหรือได้ยินบทความที่มีชื่อว่า “Top Five Regrets of the Dying” บทความนี้เป็นบทความที่ดีมากบทความหนึ่งครับ (ผมได้อ่านหลังจากดู TED Talk ของ Jane McGonigal)โดยบทความเล่าถึงความปรารถนาห้าข้อของผู้ป่วยที่ใกล้ตาย ถ้าหากท่านใดสนใจอ่านเพิ่มเติมเชิญได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

Sunday, June 23, 2013

Perk Series Part-5: The end of the beginning of a cancer perk.

หนึ่งเดือนผ่านไป

หลังจากผมได้ออกไปเที่ยวกลับครอบครัวเป็นเวลาสองสัปดาห์ ผมก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมทั้งการตรวจไขกระดูกที่รอต้อนรับกลับสู่ความจริง แต่เหตุการณ์โดยรวมในช่วงที่สามของการรักษานี้ไม่ต่างกับช่วงที่สองมากนัก ตาของผมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆจนสามารถอ่านตัวหนังสือได้บ้าง ทำให้ผมกลับมาเริ่มอ่านเอกสาร, บทความต่างที่ผมทำการถ่ายเอกสารเมื่อช่วงที่ได้อยู่ด้านนอกโรงพยาบาลและนั่งทำปริญญานิพนธ์ได้เป็นบางเวลา 

            ในเดือนนี้เองผมเริ่มได้คุยกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกัน (ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเจอหรือได้ยินคนป่วยเป็นโรคเดียวกันกับผมมาก่อน) คุณลุงท่านบอกว่าท่านโดนตรวจพบเนื่องจากการตรวจร่างกายประจำปี ซึ่งไม่ได้มีอาการร้ายแรงเท่ากรณีของผมแต่อย่างใด ตอนได้คุยกับคนที่ป่วยโรคเดียวกันผมก็รู้สึกผ่อนคลายกว่าเดิมยิ่งเยอะ

              ในครั้งนี้ผมวางแผนเตรียมอุปกรณ์มาตั้งแต่ผ้าปิดตา, ที่นวดไหล่ หรือแม้กระทั่งที่อุดหู แม้ว่าจะไม่ค่อยมีประโยชน์มากเท่าไรแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี รวมไปถึงขนมผมซื้อเฉพาะขนมที่แยกเป็นห่อพลาสติกเล็กๆที่สามารถจะทานได้ตลอดช่วงที่รักษาตัวอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปยี่สิบวันเศษๆเช่นเคย คุณหมอก็อนุญาตให้ผมออกนอกโรงพยาบาลได้พร้อมนัดมาตรวจเพื่อเข้าพักที่โรงพยาบาลอีกรอบเมื่อพร้อม

สุดท้ายแล้ว

            เมื่อเวลาผ่านไปอย่างเร็วเหมือนโกหก ผมก็กลับมายืนอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลอีกครั้งเป็นรอบที่สี่แต่ทว่าคราวนี้ ตึกที่เคยเป็นแค่โครงตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าโรงพยาบาลตอนนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมจึงได้เข้าพักที่ตึกใหม่ที่กว้างใหญ่และสะอาดโอ่อ่าไม่แพ้โรงพยาบาลเอกชนระดับกลางๆที่กทม. ด้านล่างมีร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่กว่าและเปิดตลอดทุกวัน (ร้านเดิมปิดวันอาทิตย์และเปิดทำการแค่ครึ่งวันเสาร์) พยาบาลในแผนกที่ผมรู้จักก็มีการโยกย้าย โดยมีพยาบาลจากแผนกอื่นรวมไปถึงพยาบาลใหม่ที่พึ่งเข้าบรรจุมาเพิ่มด้วย

            รอบนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองพร้อมและแข็งแรงกว่าเพราะว่าเป็นเดือนสุดท้ายที่ผมต้องมาอดทนกับสภาพนี้ อีกทั้งตึกใหม่ของโรงพยาบาลยังสะดวกสบายกว่าตึกเก่าหลายเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นความสะอาด เครื่องอุปกรณ์อำนวยความสะดวก หรือรวมไปถึงห้องน้ำที่มีจำนวนมาก (ปกติจำเป็นต้องให้ห้องน้ำด้านนอกห้องพักซึ่งมีอยู่แค่สองจุดต่อชั้น)

มรสุมลูกแรก

            ในตอนแรกผมคาดว่าการรักษาจะเหมือนเดิมทุกประการ แต่ทว่าสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการฉีดยาป้องกันโรคเข้าไปที่ไขสันหลัง (เปรียบเสมือนวัคซีนกันโรคมะเร็งในอนาคตไม่ให้เป็นซ้ำ) แน่นอนว่าผมกลัวเจ็บ แต่คุณหมอท่านบอกว่าเจ็บน้อยกว่าการตรวจไขกระดูกและการผ่าสายน้ำเกลือที่หัวไหล่ ผมแอบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนอนรับสภาพต่อไป ขณะฉีดผมต้องห้ามขยับตัวไปไหนมีบุรุษพยาบาลคอยจับตัวผมไว้ เพราะอาจจะเกิดอันตรายกับไขสันหลังซึ่งเป็นระบบประสาทของร่างกายได้ เมื่อฉีดยาชาเข้าไปแล้วไม่รู้สึกเจ็บแต่รู้สึกเย็นๆหลังแทนครับเพราะว่ามียาเข้ามา

            เมื่อเสร็จการฉีดยาดังกล่าว คุณหมอก็เตือนว่าพยายามนอนอยู่เฉยๆนะ เพราะว่าน้ำในสมองลดปริมาณลงจะทำให้รู้สึกเวียนหัวได้ง่าย (ไขสันหลังกับสมองจะเชื่อมต่อกัน) คุณหมอท่านบอกต่อไปว่าไม่เกินสองวันน่าจะกลับเป็นปกติ แต่ทว่าเคสของผมมันไม่เคยมีอะไรปกติอยู่แล้ว ในวันเดียวกันผมไม่ได้มีอาการปวดหัวแม้แต่น้อย

พอวันรุ่งขึ้นเท่านั้นเอง ไม่สามารถแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งได้เกิน 20 วินาที ลุกขึ้นเดินหรือยืนไม่ต้องพูดถึง อาการปวดจี๊ดขึ้นหัวราวกับมีคนมาทุบอยู่ตลอดเวลาก็เกิดขึ้น ผมต้องนอนลงอยู่เฉยๆ ไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้ ทีนี้แหละครับเริ่มมีปัญหาเพราะว่าผมจะลุกขึ้นมานั่งเพื่อทานข้าวก็ไม่ได้ จะลุกออกไปเข้าห้องน้ำหรือจะล้างหน้าแปรงฟัน ต้องพยายามอดกลั้นและวิ่งไปให้เร็วที่สุด ผมต้องวิ่งออกไปแปรงฟันหนึ่งรอบแล้วกลับมานอนพักก่อน ค่อยวิ่งออกไปล้างหน้าอีกครั้ง เพราะอาการปวดหัวรุนแรงมากและยาแก้ปวดศรีษะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยครับ ที่ดูจะได้ผลมากที่สุดคือเอาหมอนน้ำแข็งประคบให้อาการบรรเทาลง

            ผ่านไปสามวันอาการยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากผมไม่สามารถแม้จะลุกขึ้นนั่งได้พร้อมกับเคมีบำบัดเริ่มต้นขึ้น ผมจึงต้องของดอาหารทันที อีกทั้งในเวลาต่อมาผมมีอาการปวดหลังและไหล่แบบเดียวกับตอนเดือนแรกเนื่องจากนอนเยอะเกินไปอีกครั้ง

            ผ่านไปห้าวันอาการก็ยังไม่ดีขึ้น อีกทั้งสิ้นเดือนนั้นผมจะเป็นต้องส่งวิทยานิพนธ์ของตัวเองเพื่อให้เพียงพอต่อการจบการศึกษาในปีเดียวกันนั้นให้ได้ (ในขณะอยู่ในขั้นตอนทบทวนและแก้ไขเท่านั้นครับ) ผมไม่มีทางเลือกจึงฝืนตัวเองโดยการนอนพิมพ์ครับ (แบบเดียวกับที่หลายๆคนชอบนอนเล่นคอมบนเตียง แต่ผมเป็นนอนอ่าน และทำวิทยานิพนธ์ที่เหลืออยู่ด้วยสภาพแบบนั้นครับ) พยาบาลมาเห็นก็ตกใจไปตามๆกัน เมื่อมานึกถึงตอนนี้ยังแอบตลกตัวเองว่าผมเองก็ค่อนข้างฝืนตัวเองเหมือนกันใช่ย่อย แต่ทำไงได้อะครับถ้าผมไม่ฝืนผมก็เรียนไม่จบนะครับ

ยังไม่หมด

            เมื่อผ่านมาครึ่งเดือน ผมก็แอบนึกว่าจะไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วและคงอยู่อีกไม่กี่วันก็คงได้ออกแล้ว (เดือนที่สองกับเดือนที่สามอยู่แค่ประมาณยี่สิบวันเศษๆเท่านั้น) ที่ผมเกริ่นมาแบบนี้ ผมมีอาการใหม่เข้ามาคือท้องเสียครับ ถ่ายเหลวเหมือนท้องเสียทั่วไปอยู่ต่อเนื่องประมาณวันละ 3-5 รอบในวันแรกๆที่เริ่มออกอาการ ไม่มีเลือดเหมือนตอนล้มป่วยก็จริงแต่มันทำให้ผมไม่มีแรง ผมได้บอกพยาบาลและคุณหมอไปแล้ว แต่ไม่ทันการครับ

ช่วงหัวค่ำเวลาประมาณสองทุ่มคืนหนึ่งผมรู้สึกท้องเสียอีกครั้งจึงตรงไปห้องน้ำ แต่อาการปวดหัวข้างต้นยังไม่หายดี ผมนั่งอดทนกับอาการปวดหัวบนชักโครก และผมหมดสติล้มลงในห้องน้ำตอนลุกขึ้นหลังจากถ่ายเสร็จ เป็นอีกครั้งที่ผมจำอะไรไม่ได้เลย ผมรู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่ตัวเองนอนอยู่กับพื้นห้องน้ำ เจ็บแปลบๆที่บริเวณหน้าผาก แว่นตาหล่นอยู่ข้างๆ ร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อและมีเสียงตะโกนของพยาบาลพร้อมเสียงเคาะประตูอย่างต่อเนื่องถามว่า “คุณชัยๆ เป็นอะไรมั้ย” (ที่ญี่ปุ่นจะเรียกชื่อคนด้วยชื่อสกุล แต่ด้วยชื่อสกุลผมยาวจึงเรียกว่าคุณชัยแทน)  พอผมรู้สึกตัว ผมรวบรวมสติหยิบแว่นข้างๆ พร้อมเดินไปปลดล็อกประตูห้องน้ำและเอามือพยุงตัวเองไว้กับกำแพง

พยาบาลตกใจมากพร้อมพยุงผมกลับไปที่เตียง และยื่นเอาน้ำแข็งมาให้ประคบแผลที่หัวที่ปูดออกมาจากการล้มกระแทกหัวฟาดพื้น ห้ามไม่ให้ผมลุกเดินไปไหนคนเดียว ในตอนหลังผมทราบว่าคุณลุงเพื่อนร่วมห้องต้องการจะออกไปเข้าห้องน้ำ แต่ได้ยินเสียงล้มดังโครมในห้องน้ำจึงกดเรียกพยาบาลอย่างเร่งด่วน (ผมรอดมาได้ก็ต้องขอบคุณคุณลุงคนนั้นมากครับ) เมื่อเห็นว่าผมมีอาการท้องเสีย คุณหมอจึงสั่งจ่ายยาแก้ท้องเสียให้ทาน

ท้องไม่เสียแล้วแต่ไหงกลายเป็นท้องผูก

            ผมทานยาแก้ท้องเสียไปได้สองวัน การถ่ายอุจจาระลดลงก็จริง แต่กลายเป็นว่าผมถ่ายไม่ออกครับ อาการมันกลายเป็นท้องผูกแทน ซึ่งไม่ใช่ท้องผูกธรรมดาเพราะว่าผมปัสสาวะธรรมดายังแทบไม่ได้ด้วย บางครั้งถึงกลับต้องยืนอยู่หน้าชักโครกถึง 20 นาทีเพื่อปัสสาวะที่ปวดจัดๆหนึ่งครั้ง และเดินเข้าออกห้องน้ำหลายๆครั้งเนื่องจากไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ คุณหมอจ่ายยาถ่ายให้แล้วสองถึงสามครั้ง แต่ยาที่ว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใดจึงต้องเปลี่ยนเป็นยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนตัวแทนเพื่ออาจจะทำให้ถ่ายได้บ้าง (รวมไปถึงป้องกันการเกิดแผลที่บริเวณทวารเนื่องจากเกล็ดเลือดมีปริมาณที่ต่ำเหมือนก่อนหน้า)

            ผมเริ่มถ่ายได้บ้างแต่น้อยมากๆต่อวัน ทำให้เหมือนทุกอย่างสะสมอยู่ในร่างกายผมปวดบริเวณช่วงล่างของร่างกายมาก แต่ว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนนับวันอดทนต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมมีอาการคันอย่างมากที่บริเวณทวารหนัก คุณหมอบอกว่าเคมีบำบัดทำให้ร่างกายอ่อนแอ และเป็นนี่อีกอาการที่ไม่เคยเจอมาก่อน จึงทำได้แค่ออกยาทาให้ผมเท่านั้น ถ้าหากเป็นหนักหรือนานกว่านี้จะเรียกคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านนี้มาตรวจให้

มรสุมทิ้งทวน

            รอบนี้เป็นเหมือนการทิ้งทวนจริงๆครับ เพราะว่าการทำเคมีบำบัดในครั้งนี้คาดว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด ทำให้ร่างกายผมไม่ยอมฟื้นฟูปริมาณเม็ดเลือดต่างๆซะที อาการที่ผมไม่อยากให้มันกลับมาคือไข้ขึ้นครับ ไข้ขึ้นทั้งๆที่อาการปวดหัวก่อนหน้านี้ยังไม่หายไป ทีนี้แหละครับหัวแทบจะระเบิดตลอดเวลา ลุกขึ้นนั่งก็ไม่ได้ต้องนอนพลิกไปมาอย่างเดียว ลองจินตนการอาการข้างต้นทุกอย่างรวมกันดูนะครับ ทานข้าวก็ไม่ได้ ถ่ายก็ไม่ได้ หัวยังจะปวดแล้วมีไข้อีก

            ช่วงนี้ผมทำได้อย่างเดียวคือนอนพยายามไม่ให้ตัวเองตื่นครับ ตื่นแล้วก็ขอหลับต่อเพื่อไม่ให้รู้สึกอาการต่างๆ คุณหมอก็ได้แต่บอกว่าเร็วๆนี้จะดีขึ้นแต่ไม่สามารถบอกกำหนดได้ บอกได้แค่ว่า  ”เคมีบำบัดครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งอื่นเยอะ ต้องอดทนหน่อยนะ”

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
            สี่สิบวันเศษผ่านไปตั้งแต่เข้ารับการรักษาในรอบสุดท้ายนี้ (กินเวลาสองเท่าของเดือนที่สอง) ผ่านมรสุมหลายสิบลูก วันที่ผมรอคอยมาตลอดครึ่งปี ใช่แล้วครับคุณหมอเดินเข้าห้องมาแล้วบอกว่า “กลับบ้านกันเถอะ”

            ไชโย!!! แม้ว่าผมคาดเดาคำพูดของคุณหมอได้จากผลการตรวจเลือดที่ผมคอยดูอยู่ทุกๆครั้ง แต่ผมรู้สึกดีใจมากจนตัวสั่น ผมได้กลับมาหายจากทุกๆอย่างเป็นปกติและได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 12 ก.ค. คุณหมอนัดให้มาตรวจอีกรอบในอีกสองสัปดาห์หน้าและบอกทิ้งไว้ว่ายังเหลือการตรวจไขกระดูกอีกครั้งหนึ่งเมื่อร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้วค่อยตรวจ แต่วันนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรแล้วครับ คิดแค่ว่าไม่ต้องกลับมานอนในโรงพยาบาลอีกครั้งก็ดีใจสุดๆแล้ว

            เมื่อตรวจอีกเลือดสองครั้งก็ทราบว่าผมต้องทานยาที่เคยทานอยู่สองสัปดาห์ในรอบทุกๆสามเดือนเป็นเวลาสองปี พร้อมทั้งตรวจเลือดระวังไว้ คุณหมอบอกไว้ว่าแม้ว่าโอกาสจะป่วยซ้ำประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์แต่คุณหมอท่านก็ทำให้ผมโล่งใจโดยการยืนยันว่าตั้งแต่เป็นหมอมายังไม่เคยเจอคนไข้ที่มีอาการเป็นซ้ำมาก่อน (เฉพาะในประเภทของผมเท่านั้น)

            ถึงตอนนี้ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไงต่อไปละครับ ขอขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผมมาตลอด และทุกคนที่อ่านถึงตอนจบนะครับ

.....The End of The Beginning




            

Thursday, June 20, 2013

Perk Series Part-4 : Another step to remove a cancer perk

ที่เดิมที่ไม่เหมือนเดิม


หลังเดินทางมาถึงโรงพยาบาลในตอนเช้าตามกำหนดการพร้อมสัมภาระที่จัดมาด้วยตัวเองราวกับมาเที่ยวค้างคืน รวมไปถึงหมอน (ของที่โรงพยาบาลเล็กและไม่ได้ยัดด้วยนุ่นทำให้หลับไม่สบาย) เมื่อทำเรื่องเรียบร้อยก็ขึ้นชั่งน้ำหนักก็ต้องพบกับความตกใจเล็กน้อยเพราะเพียงแค่สี่วันนอกโรงพยาบาลทำเอาน้ำหนักตัวของผมเพิ่มขึ้นถึงสี่กิโลกรัม พยาบาลที่เดินผ่านไปมาก็ทักว่าอ้วนขึ้นรึเปล่า ทำเอาเพื่อนผมที่มาด้วยหัวเราะเยาะไม่หยุด

เมื่อนั่งรอซักพักคุณพยาบาลก็เดินมายกสัมภาระไปหนึ่งชิ้นและพูดว่า “ทางนี้คะ”

“ไม่ใช่ห้องนี้เหรอครับ” ผมถามขึ้น พร้อมชี้ไปทางขวามือเพราะนึกว่าจะได้เข้าพักห้องเดิมที่มีอุปกรณ์ฟอกอากาศอยู่ในห้อง

“ไม่ใช่ค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ” พยาบาลแย้งพร้อมกับเดินนำไปในทางตรงกันข้าม

ผมเดินลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กตามด้วยความสงสัยไปในทางเดียวกัน

หลังออกเดินซักพักก็มาถึงห้องพักรวมซึ่งใหญ่กว่าเดิมมาก ด้านหน้ามีป้ายชื่อห้าชื่อจากหกชื่อติดอยู่ที่หน้าห้อง พยาบาลคนเดิมเดินนำผมตรงเข้าไปที่กลางห้องพร้อมผายมือว่า “เตียงนี้ค่ะ อีกซักพักจะมีพยาบาลมาเจาะเลือดไปตรวจพร้อมทำเรื่องเอกสารต่างๆนะค่ะ รบกวนเปลี่ยนชุดรอด้วยค่ะ” หลังจากพูดเสร็จนางพยาบาลก็รูดผ้าม่านปิดพร้อมเดินจากไป

ต้องชี้แจงว่าผมเป็นคนตื่นง่ายหลับยาก ไม่สามารถนอนหลับได้แม้กระทั่งโทรศัพท์ที่เปิดสั่นวางอยู่บนพื้นอีกห้องติดกันยังสามารถปลุกผมตื่นได้ไม่ยาก ในตอนนั้นผมรู้สึกกังวลพอสมควรในเรื่องนี้
หลังจากนั่งคุยกับเพื่อนของผมไปได้ซักพักก็ต้องบอกลากัน เนื่องจากเพื่อนผมเรียนจบแล้ว (ก่อนหน้าผมหนึ่งเทอม) กำลังจะรอรับปริญญาที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าและหลังจากนั้นก็ต้องกลับประเทศไทย “สู้ๆนะเพื่อน รีบๆหายแล้วไว้เจอกันที่ไทย” เพื่อนของผมได้พูดส่งท้ายพร้อมเดินจากไปอีกเช่นกัน

ผมเปลี่ยนเป็นชุดนอนที่นำมาพร้อมจัดสัมภาระต่างๆเข้าตู้ที่อยู่ข้างเตียง (ต่างจากที่ไทยตรงที่ทางโรงพยาบาลไม่มีชุดผู้ป่วยให้ครับ) จากนั้นไม่นานพยาบาลก็มาเจาะเลือดแต่เนื่องจากต้องการเก็บข้อมูลให้มากที่สุดจึงต้องเจาะไปถึงหกหลอด ซึ่งถือว่าเยอะมากเพราะปกติจะเจาะแค่ 1-2 หลอดต่อวัน หลังจากนั้นก็ถูกถามข้อมูลต่างๆเพื่อกรอกเอกสารให้ เนื่องจากผมยังมีอาการเลือดคั่งในดวงตาที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้ จึงไม่สามารถจะอ่านเขียนตัวอักษรใดๆได้

เดินทางสำรวจ

            ถึงตอนนี้ผมหิวน้ำ ช่วงก่อนหน้านี้เนื่องจากผมไม่สามารถลุกเดินได้อย่างเป็นอิสระ พยาบาลเป็นคนรับฝาก ซื้อน้ำให้ตลอดเวลา แต่คราวนี้ผมสามารถเดินได้อย่างเป็นปกติก็ต้องไปซื้อด้วยตัวเอง เมื่อออกจากห้องไปนั้น ผมหลงทางอยู่ซักพักใหญ่ๆเลยทีเดียวครับ (ทั้งขาไปและขากลับมาที่ห้อง) ผมไม่รู้จักแม้กระทั่งทางเดินในโรงพยาบาลที่ตัวเองอยู่มาเกินกว่าหนึ่งเดือน เพราะว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยได้ก้าวออกจากห้องที่พักรักษาตัวมาก่อนเลยครับ (ก่อนหน้านี้ตอนไปห้องตรวจต่างๆผมนั่งรถเข็นและมีพยาบาลคอยเข็นให้ตลอด)

            เมื่อผมกลับที่เตียงก็พบว่าคุณหมอพร้อมกับพยาบาลกำลังตามหาผมอยู่ เพราะว่าถึงเวลาที่จะต้องสอดสายน้ำเกลือแล้วครับ ครั้งนี้ต่างจากเดิมเนื่องจากไม่มีอาการเกล็ดเลือดต่ำในขณะนั้นแล้วจึงเปลี่ยนบริเวณต้นขามาเป็นที่หัวไหล่แทนโดยคุณหมอให้เหตุผลว่าเวลาลุกนั่งจะได้สะดวกกว่า
แม้ว่าเป็นครั้งที่สองแล้วแต่ก็ยังไม่ทำให้ผมหายอาการหวาดผวาเท่าไร

“ต้องฉีดยาชามั้ย” คุณหมอถามแถมหยอกล้อก่อนจะนำผ้ามาปิดที่ใบหน้าผม

“ไม่เอาได้ยังไงละครับ....... ” ผมรีบตอบกลับทันที

“อ่าว นึกว่าไม่ต้อง อยากรับรู้รสชาติชีวิต” คุณหมอยังแซวต่อไป

ขั้นตอนต่างๆก็จบที่การเย็บปิดปากแผล คุณหมอกดผ้ากอซไว้ที่บริเวณหัวไหล่ พร้อมยกผ้าที่ปิดอยู่บนใบหน้าของผมขึ้น และพูดประโยคเหมือนเดิมว่า “เอามือกดไว้ซักพักนะครับ” และแล้วผมก็กลับมามีสายน้ำเกลือติดตัวอีกครั้ง (รูปด้านล่างเป็นเครื่องควบคุมอัตราไหล ที่ถูกถ่ายไว้จากตอนเข้ารับการรักษาครั้งแรก)


ในช่วงแรกๆผมยังไม่ค่อยชินเท่าไรไม่สามารถพิมพ์หรือยกของด้วยแขนขวาได้เพราะมีอาการเจ็บที่บริเวณแขนไปถึงหัวไหล่พอสมควร แต่ผมเห็นด้วยที่ว่าสายน้ำเกลือที่ไหล่สะดวกกว่าบริเวณต้นขาเยอะครับ (เนื่องจากที่ต้นขาจะเป็นบริเวณข้อพับเมื่อลุกขึ้นนั่งอาจจะทำให้น้ำเกลือไหลไม่สะดวก และเครื่องที่คอยควบคุมอัตราการไหลจะมีเสียงสัญญาณดังเมื่อน้ำเกลือไม่สามารถไหลได้ปกติครับ)

ชีวิตในห้องรวม

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น เมื่อใช้ชีวิตในห้องรวมหลายๆอย่างก็ลำบากมากขึ้นโดยเฉพาะเวลาเข้านอนอย่างที่คาดไว้ ซึ่งหลายท่านอาจจะคาดเดาได้ว่าเพื่อนร่วมห้องของผมอีกห้าท่านเป็นคุณลุงซึ่งแน่นอนว่าอาการนอนกรนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อถึงตอนเช้าเนื่องจากเป็นห้องรวมก็ต้องเปิดไฟและในบางเวลาโดยเฉพาะวันหยุดครอบครัวของเพื่อนร่วมห้องก็มาเยี่ยม (บางเตียงมีเด็กมาด้วย) แต่ผมก็เข้าใจครับเพราะเมื่อเพื่อนผมมาเยี่ยมผมก็เสียงดังเช่นกัน เมื่อนานวันเข้าก็เริ่มที่จะชินและหลับไปเมื่อถึงเวลา

จริงๆแล้ว ห้องรวมก็มีข้อดีหลายๆอย่างเช่น การได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมห้องทำให้ไม่เหงา แต่สำหรับกรณีของผมซึ่งต้องอยู่ในบริเวณม่านของตัวเองเนื่องจากสาเหตุที่ได้กล่าวไปกรณีปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นหากออกนอกบริเวณเครื่องฆ่าเชื้อโรค แต่ที่แย่ไปกว่านิสัยหรือเสียงดังนั้นคือความกลัวครับ กลัวว่าเมื่อผมมีอายุมากขึ้นในอนาคต ผมอาจจะป่วยจนต้องมาเข้าพักรักษาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

ความอยากที่หายไป
            ผมเคยได้เล่าไปในตอนก่อนหน้านี้ว่า ช่วงแรกของการรักษาผมถูกระงับไม่ให้รับประทานอาหารแต่ครั้งนี้เมื่อเริ่มทำเคมีบำบัดคุณหมอบอกว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงดอาหารแล้ว ผมสามารถทานได้อย่างปกติ นอกจากจะมีอาการในรูปแบบเดิมเกิดขึ้น ผมก็นึกในใจว่า “รอบนี้คงไม่ลำบากมากหรอกมั้ง” เพราะมีอาหารให้ทานชีวิตคงมีความสุขกว่ารอบที่แล้วเยอะ  
    
แต่ทว่าผลข้างเคียงอีกอย่างหนึ่งของการทำเคมีบำบัดที่ผมไม่ได้รับรู้ในช่วงก่อนหน้านี้ก็คือ อาการไม่อยากอาหาร ผมไม่เคยเข้าใจอาการนี้มาก่อนจนได้เจอกับตัวเองครับ จนถึงวันนั้นผมนึกว่าอาการนี้สาเหตุมาจากอาการป่วยทางจิตจำพวกซึมเศร้าเท่านั้น (ผมเคยสงสัยเนื่องจากทุกๆวันพยาบาลผู้รับผิดชอบเวลาวัดไข้ วัดความดันหรือวัดระดับออกซิเจนในเลือดว่าทำไมต้องถามคำถามว่า “กินข้าวได้ปกติรึเปล่า หรือ มีความอยากอาหารหรือเปล่า”) อาการที่ว่าจะรู้สึกอยากจะอาเจียนเมื่อได้กลิ่น, นึกถึงอาหารหรือแม้แต่ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมห้องทาน (ผมอาเจียนไปหลายต่อหลายครั้งแม้ว่าจะได้รับยาระงับอาการอาเจียน) ผมอยู่ในสภาพนี้เป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์

เมื่อเวลาผ่านไปผมเริ่มกลับมาทานอาหารเบาๆ จำพวกขนม และแซนวิชได้อีกครั้ง (เพื่อนผมลงทุนเดินไปซื้อมาให้จากร้านสะดวกซื้อแล้วกลับมาใหม่ หลังจากแวะมาเยี่ยม และทราบว่าผมยังทานข้าวปกติไม่ได้)

ยกเลิกทริป
ในช่วงระยะเวลาเดียวกันระหว่างที่ผมไม่ได้ทานอาหารนั้น ผมต้องทราบข่าวร้ายเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง เนื่องด้วยเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แม้ว่าผมจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่โดยทางอ้อมแล้วเพื่อนๆของผมหลายต่อหลายคนต้องกลับประเทศเพราะว่าทางครอบครัวที่อยู่ที่ประเทศไทยเป็นห่วง และที่แย่ไปกว่านั้นคือทัวร์ตอนช่วงสงกรานต์ที่ทางบ้านจองไว้ล่วงหน้าก็ต้องถูกยกเลิกไปเช่นกัน (ที่ผมตัดสินใจให้จองทัวร์เพราะว่าผมร่างกายไม่แข็งแรง นั่งรถทัวร์เที่ยวน่าจะสะดวกกว่าเดินทางเที่ยวเองด้วยรถไฟครับ)

ช่วงนั้นคุณหมอท่านบอกผมว่า ”ผมดูมืดมนมาก” (ภาษาญี่ปุ่นแปลเป็นภาษาไทยของคำว่า ”มืด” มีความหมายในแนวไม่ร่าเริงสดใสหรือเศร้าซึม)

คุณหมอยังแซวผมว่า “ถ้าไม่ทำจิตใจให้แข็งแรงอาจจะไม่ได้ออกไปเที่ยวนะ”

ผมยังจำได้ว่าผมกล่าวตัดพ้อไปว่า “ไม่ออกไปเที่ยวก็ไม่ต่างแล้วครับ ยังไงทริปก็ยกเลิกแล้วละครับ”

แม้ว่าทริปจะถูกยกเลิกไป แต่ผมก็เริ่มกลับมาสดใสเหมือนเดิมเพราะว่าครอบครัวของผมเปลี่ยนแผนโดยจะมาเที่ยวในบริเวณคิวชูแทนทริปก่อนหน้านี้ ทำให้ผมเริ่มนับถอยหลังรออย่างต่อเนื่อง

กิจวัตรประจำวันที่ต่างออกไป
            อีกสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคืออาหารที่ผมสามารถทานได้ต้องผ่านความร้อนเพื่อกำจัดเชื้อโรคในช่วงเวลาที่ผมมีเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งในช่วงนี้ผมไม่สามารถทานอาหารจำพวกผักสด, ผลไม้หรือแม้กระทั่งขนมปังและนมสดได้ หากจะทานขนมก็จำเป็นต้องเป็นขนมประเภทห่อเล็กๆ ที่ต้องห่อพลาสติกมิดชิดก่อนแกะรับประทานครับ

และในครั้งนี้ต่างจากก่อนหน้านี้พอสมควร เพราะว่าผมสามารถเดินออกไปไหนมาไหนได้ (จำเป็นต้องใส่ผ้าปิดปากตลอดเวลา บ้วนปากวันละ 3-4 ครั้งรวมถึงล้างมือและทานยาอย่างเคร่งครัด) ครั้งนี้เริ่มมีสิ่งให้ผมทำมากขึ้นนอกเหนือจากนั่งเหม่อไปวันๆ ตั้งแต่เดินไปซักผ้าด้วยตัวเองในบางเวลา หรือเดินออกไปร้านขายของในบางวันเพื่อซื้อขนมหรือน้ำที่อยากดื่ม เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นและยังมีชีวิตอยู่จริงๆในช่วงนั้น นอกเหนือจากที่กล่าวไปผมใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ดูละครหรืออนิเมชั่น แม้ว่าตายังพร่าอยู่แต่ยังอยู่ในระดับที่ผมสามารถสนุกไปกับมันได้ครับ

ยี่สิบวันผ่านไปนับจากวันแรกที่เข้ามารับการรักษาในรอบนี้หลังจากย้ายห้องไปสองครั้ง ไปห้องรวมสี่เตียงและห้องสองเตียงในเวลาต่อมา ซึ่งผมขอบอกว่าห้องสองเตียงลำบากสุดครับเนื่องจากระยะห่างระหว่างเตียงใกล้กันมาก เสียงจากเตียงข้างๆทำเอาผมนอนไม่หลับไปหลายต่อหลายคืน

ในครั้งนี้ผมไม่มีอาการไข้ขึ้น รวมไปถึงปริมาณเลือดคั่วในดวงตาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ผมเริ่มแยกแยะใบหน้าและอ่านตัวหนังสือได้มากขึ้น ในช่วงที่ไม่นานนักคุณหมอก็อนุญาตให้ผมกลับบ้านได้พร้อมนัดให้มาตรวจภายหลัง พร้อมกำชับให้ผมทานยาอย่างเคร่งครัด

และแล้วผมก็ได้ออกมาสูดอากาศภายนอกอีกครั้ง โดยครั้งนี้ผมมีดอกซากุระบานราวกับจะร่วมแสดงความยินดีให้ผมด้วยครับ

To be continued…..

Sunday, June 16, 2013

Perk Series Part-3: Moving on even with a cancer perk.

“ทำไมถึงไม่กลับมารักษาที่ไทยละ?

“ทำไมถึงไม่กลับมารักษาที่ไทยละ?” เป็นคำถามที่ผมโดนถามอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะเล่าต่อผมจึงขอตอบไว้ตรงนี้เลยนะครับ โดยเหตุผลหลักๆมีดังนี้ครับ

1.      เหตุผลทางการเงิน – แน่นอนว่าเป็นปัจจัยหลักข้อหนึ่งในการตัดสินใจ เพราะว่าการรักษาในเคสแบบผมต้องใช้เงินและเวลาจำนวนไม่น้อย ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่ารักษาตัวที่ญี่ปุ่นจะถูกกว่า การกลับมารักษาตัวที่ไทยได้อย่างไร ผมเองก็คิดแบบเดียวกันในตอนแรก

ในเคสของประเทศญี่ปุ่นนี้นะครับ นักเรียนต่างชาติทุกคนต้องสมัครประกันสุขภาพของประเทศญี่ปุ่น เมื่อไปรับการรักษาจะได้รับส่วนลดเหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของราคาเต็ม แต่เพียงคืนแรกตามเหตุการณ์ที่ผมได้เล่าไปนั้นค่ารักษาหักส่วนลดแล้วอยู่ที่ 80000 เยน (ประมาณ 30000 บาท) โรงพยาบาลแห่งที่สองแม้ว่าแค่จะไปตรวจรักษาค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 35000 เยน (ประมาณ 10000 บาท) และถ้าผมอยู่โรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นค่ารักษาจะตกประมาณ 2 ล้านเยนต่อเดือนครับ (ประมาณ 7-8 แสนบาท) พอได้ยินตัวเลขนี้ รู้สึกตัวเองแข็งแรงพอจะหนีออกจากโรงพยาบาลได้ไปชั่วขณะเลยครับ ถึงตอนนี้เพื่อนผมยังเก็บเอามาแซวผมอยู่เลยว่า ผมห่วงเงินมากกว่าห่วงชีวิตตัวเองอีกนะเนี่ย

แต่จริงๆแล้วมันมีทางออกให้ผมคือประเทศญี่ปุ่นช่วยเหลือคนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครับ (จากภาษีของคนญี่ปุ่นนี่แหละครับ) ระบบที่ว่านี้ผู้ป่วยจะจ่ายค่ารักษาอย่างมากแค่ 35000 เยนต่อเดือนไม่รวมค่าอาหาร (อาหารโรงพยาบาลที่ผมพักราคามื้อละ 150 เยนเทียบได้กับราคาน้ำเปล่าหนึ่งขวดเศษๆเท่านั้นครับ) เมื่อรวมค่าอาหารแล้วผมจ่ายโดยเฉลี่ย 45000 เยนต่อเดือนเท่านั้นครับ

เท่าที่ผมทราบมานั้นการกลับไปรักษาที่ไทยนั้นค่ารักษาน่าจะอยู่ที่ขั้นต่ำ หนึ่งแสนบาทต่อเดือน (ไม่นับกรณีไปโรงพยาบาลเอกชนซึ่งอาจจะพุ่งไปที่เจ็ดหลักต่อเดือนได้) เทียบกับค่ารักษาทั้งหมดหกเดือนแล้วเบ็ดเสร็จทั้งหมดประมาณ 100000 บาทอีกทั้งภายหลังแล้วได้ค่าชดเชยจากประกันสุขภาพที่ได้ทำไว้ที่ไทย (จ่ายเฉพาะค่าห้องคืนละ 700 บาท แต่คำนวณรวมเกือบๆ หกเดือนก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้พอดี)

2.      โรงพยาบาล เนื่องจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้นไม่ใช่โรคที่จะพบเจอกันได้ง่ายๆในคนทั่วๆไป โรงพยาบาลที่รับรักษาโรคนี้มีค่อนข้างน้อย ในกรณีผมซึ่งอยู่ในจังหวัดโออิตะซึ่งในแถบคิวชูมีเพียงแค่ห้าแห่งเท่านั้น (คิวชูเป็นชื่อภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น) และแน่นอนว่าผมได้สอบถามเพื่อนที่เรียนหมอหรือ ให้ครอบครัวลองติดต่อผ่านทางคนรู้จักพอสมควรแล้วพบว่าประเทศไทยเองก็มีโรงพยาบาลที่รับรักษาไม่ได้มากมาย หากไม่นับโรงเรียนแพทย์อย่างจุฬาฯ, ศิริราช หรือ รามาฯ แล้วถือว่าน้อยมากๆเช่นกันประกอบกับมาตรฐานโรงพยาบาลของที่ญี่ปุ่นนี้เองแม้ว่าจะเป็นบ้านนอกแต่คุณภาพการรักษาอาจจะดีกว่าที่ประเทศไทยอีกทั้งหมอที่รับผิดชอบผมอยู่นั้นก็มีประสบการณ์สูงในโรคนี้อีกด้วย

3.      ข้อจำกัดในการเข้าเยี่ยม เนื่องด้วยอาการที่ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำจึงควรพักดูแลในห้องปลอดเชื้อ, ต้องทานอาหารที่ผ่านความร้อนมาและอื่นๆ ทำให้การเข้าเยี่ยมแทบจะเป็นไปได้ยากในช่วงเวลาส่วนมากของการเข้าโรงพยาบาล ซึ่งเท่ากับว่าข้อดีของการรักษาที่ประเทศไทยที่จะมีครอบครัวหรือเพื่อนๆมาเยี่ยมเยียนตอนกลับไทยนั้นอาจจะไม่มีผลเลยทีเดียว (หากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนไหนที่เคยถามผมว่าจะมาเยี่ยมแต่ผมบอกไปว่าอาจจะไม่ได้เข้ามาเจอหรือห้ามไม่ให้มา ก็เป็นเหตุผลนี้แหละครับ แต่ก็ขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ)

เนื่องจากว่าผมร่างกายอ่อนแอมากในเดือนแรกของการเข้าโรงพยาบาล ผมจึงต้องรับการรักษาที่นั่นอย่างไม่มีทางเลือกหลังจากผมชั่งใจดูเหตุผลหลักทั้งหมดดูแล้ว ทุกอย่างก็สมเหตุสมผล ผมจึงตัดสินใจที่จะรับการรักษาต่อโดยไม่กลับประเทศไทย แน่นอนว่ายังมีเหตุผลอื่นๆอีกเช่น ภาระด้านการเรียนที่จำเป็นต้องเขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จจำเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในบางช่วงเวลาหรือ ต้องไปเข้าคลาสบางวิชาเพื่อให้ได้จำนวนชั่วโมงเรียนที่เพียงพอ

ตาที่มองไม่เห็น

            หลังจากผมได้เกิดอาการตาพร่าที่ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนไปก็ได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์ อาการเกิดขึ้นมาจากเกล็ดเลือดต่ำอีกเช่นเคย ทำให้เลือดออกในตาดำและขัดขวางการมองเห็น วิธีการรักษาคือรับประทานยาที่คอยลดปริมาณเลือดที่คั่งอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสองเดือน (ขึ้นอยู่กับคนไข้และอาการ) รู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดนึงครับแต่เท่ากับว่ากิจวัตรประจำวันต่างๆหรือวิทยานิพนธ์ที่ยังเขียนค้างอยู่จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ในช่วงเวลานี้ (ยังมีไข้สูงอยู่) ผมก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาเพลงหรือวิทยุฟัง นั่งสมาธิหรือโทรศัพท์คุยกับเพื่อนและครอบครัวบ้างเป็นบางเวลาครับ

            พอใช้ชีวิตด้วยสภาพนี้ไปเรื่อยๆก็เริ่มเข้าใจว่าหากเป็นอักษรตัวใหญ่ๆก็จะสามารถอ่านหรือเดาความได้ ผมจึงต้องปรับไซส์ของ Skype ฟอนท์ไปที่ 40 หรือซูม Browser 250% เพื่อให้ขนาดใหญ่พอ รวมไปถึงถุงหรือป้ายยาต่างๆก็ต้องให้พยาบาลเขียนเป็นตัวใหญ่ๆกำชับแยกเป็นยาตามเวลาเช้า กลางวัน เย็น

อาหารมื้อแรกในรอบหนึ่งเดือน


            เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายเริ่มสามารถสร้างเม็ดเลือดขึ้นมาได้ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง คุณหมอได้อนุญาตให้ผมทานอาหารมื้อแรกได้ตามที่ผมคอยเฝ้ารออยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกแรกตอนนั้นเท่าที่จำได้ครับ ผมทานไม่หมดครับแม้ว่าอาหารที่ได้จะมีปริมาณไม่มาก ข้าวต้มมีน้ำกับข้าวอยู่ในอัตราส่วน 70 ต่อ 30 อย่างที่เห็นในรูปข้างต้น อีกทั้งแทบจะไม่รู้สึกถึงรสชาติของอาหารก็ว่าได้ครับ รู้สึกว่าอาหารทุกอย่างรสชาติจืดชืดไปหมด แต่มีความสุขมากๆครับ เพราะรอคอยมาอยู่หนึ่งเดือนเต็มๆ (ผมนับวันและภาวนาเช้าเย็นเลยก็ว่าได้) 

             ถึงขนาดนั่งค้นคว้าหาข้อมูลวิธีการเพิ่มจำนวนปริมาณของเกล็ดเลือดอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำไปครับไม่ว่าจะเป็น เมนูอาหารที่ต้องทาน (แต่ผมทานอะไรไม่ได้หนิ)หรือกิจวัตรประจำวัน เข้าใจความรู้สึกของเวลาผมอ่านเจอข่าวหรือบทความที่ผู้ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้แห่ไปรับการรักษาที่ดูไม่น่าเชื่อถือต่างๆจริงๆครับ ความรู้สึกที่ว่าทำยังไงก็ได้เสียอะไรก็ได้ขอให้หายเป็นปรกติก็พอ

และแล้วข่าวดีก็มาถึง
            เมื่อใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยอาหารเริ่มจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น ต่อมรับรสก็เริ่มจะทำงานเป็นปกติ อาการต่างๆก็ดีขึ้นเรื่อยๆเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

เช้าวันจันทร์ถัดมาคุณหมอก็เดินเข้ามาถามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า ”พรุ่งนี้กลับบ้านมั้ย”

ผมแอบตกใจนิดๆแต่ตอบไปอย่างดีใจแกมสงสัยว่า “กลับสิครับ ได้จริงหรือครับ?

“ได้สิดูจากผลตรวจเลือดเมื่อเช้ามืดแล้วคุณแข็งแรงพอที่จะใช้ชีวิตข้างนอกได้ละ แต่แค่สี่วันนะเพราะว่าคุณจะไปเที่ยวตอนสงกรานต์ใช้มั้ยล่ะ ต้องกลับมาภายในวันศุกร์นี้นะ”

“ได้ครับ” ผมตอบกลับไปพร้อมยิงคำถามต่อไปว่า “แล้วสายน้ำเกลือนี่ทำยังไงครับ”

“ก็ต้องเอาออกเดี๋ยวค่อยกลับมาใส่เข้าไปใหม่รวมไปถึงต้องตรวจไขกระดูกอีกครั้งด้วยนะ บ่ายนี้จะทำการตรวจพร้อมแกะสายออกเลยละกัน” คุณหมอพูดพร้อมเอานิ้วชี้กระแทกเบาๆมาที่กลางหน้าอกของผม และเดินจากไปทิ้งให้ผมตกใจและหวาดกลัวอยู่ในห้องคนเดียว

อย่างที่บอกไว้ในตอนก่อนหน้านี้ การตรวจไขกระดูกเป็นการตรวจที่เจ็บมากครับ ทำเอาความดีใจที่ว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลในวันนั้นปลิวหายไปเกือบหมด และที่เป็นห่วงไม่แพ้กันคือสัมภาระซึ่งกองอยู่เต็มห้องพักที่โรงพยาบาลไม่รับฝากไว้แม้ระยะห่างแค่เพียงสี่วัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ โน้ตบุ้ค เครื่องเล่นเกม หรือแม้แต่จอคอมพิวเตอร์ ผมจึงรีบโทรหาเพื่อนและแจ้งว่าจำเป็นต้องให้มาช่วยขนกลับไปในพรุ่งนี้เช้า และทยอยเก็บของลงกระเป๋าหรือถุงบางส่วน

ขึ้นเขียง

เมื่อถึงตอนบ่ายคุณหมอก็เดินเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ต่างๆและนางพยาบาลผู้ช่วยหนึ่งคน
ทุกๆอย่างเป็นไปตามที่ได้พูดคุยไว้ก่อนหน้านี้รวมไปถึงความเจ็บปวดจากการโดนเจาะกลางหน้าอกด้วยสว่านมือที่ยาชาก็ไม่สามารถจะระงับความเจ็บปวดได้ในช่วงเวลาต่อมา (จนถึงปัจจุบันนี้ บางคืนผมยังเก็บเอาไปฝันร้ายแล้วตื่นมาด้วยความกลัวหลายต่อหลายครั้ง)

“เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็เอามือกดผ้ากอซที่หน้าอกไว้ซัก 15-20 นาทีจนกว่าเลือดจะหยุดไหลนะ” คุณหมอพูดหลังจากพับเปิดผ้าที่ใช้คลุมจากหน้าของผมและกล่าวต่อไปอีกว่า “ทีนี้ก็ถึงคราวแกะสายน้ำเกลือที่ขาออกแล้วนะ”

“ขอพักซักพักไม่ได้เหรอครับ ผมยังไม่หายเจ็บเลยครับ” ผมแอบวิงวอนคุณหมอ

“ไม่เป็นไรๆ ที่ผมทำการปลดสายน้ำเกลือทีหลังก็เพราะว่าคุณจะได้เจ็บทีเดียวเนี่ยแหละ” คุณหมอยิ้มแสยะ

“...... ก็ได้ครับ รบกวนด้วยนะครับ” ผมไม่มีทางเลือกนอกจากรับสภาพต่อไป

เนื่องจากผมต้องนอนกดผ้ากอซต่อไป คุณหมอก็ทำการแกะไหมที่เย็บไว้และหันมาพูดถามกับผมอีกครั้งว่า

“จะให้บอกหลังจากดึงสายออกหรือบอกก่อนดึงสายออกดีครับ?

“เอ่อ... ตอนไหนก็ได้ครับ หลังจากดึงเสร็จแล้วก็ได้ครับ” ผมตอบด้วยความหวาดกลัวอาการเจ็บ

“นี่ไง ออกไปตั้งนานแล้ว” คุณหมอหัวเราะพร้อมถือสายยางน้ำเกลือที่อยู่ในร่างกายผมมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเศษๆ

“............. ขอบคุณนะครับ ” ตอนนั้นผมพูดอะไรไม่ออกครับ เหมือนโดนปั่นหัวนิดๆ แต่อาการเจ็บจากการตรวจไขกระดูกยังไม่หายไปจึงได้แต่นอนเฉยๆ

(คุณหมอท่านเป็นคนขี้เล่น ตอนผมโกนผมออกทั้งหมดคุณหมอก็แกล้งจำผมไม่ได้ หลังจากเดินเข้ามาก็ทำเป็นแกล้งตกใจแล้วหันหลังกลับไปชั่วครู่พร้อมพูดว่า “อ่าว เข้าผิดห้อง ขอโทษที” และอื่นๆอีกมากมาย)

ได้ออกมาแล้วครับ

เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ได้ออกจากโรงพยาบาลและไปพักอยู่ที่บ้านเพื่อนเป็นเวลาสี่วัน แน่นอนว่าผมไม่ได้ทำอะไรมากมายนอกจากออกตระเวณกินอาหารต่างๆ นอนพัก นั่งคุยและเดินทางกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์เพื่อเก็บกวาดเป็นบางเวลา

และที่สำคัญผมได้อาบน้ำแล้วครับรู้สึกสดชื่นมากๆตัวเบาและไม่เหนียวเหนอะหนะอีกต่อไป ผมไม่ได้เล่าไปในช่วงก่อนหน้านี้ว่าผมได้อาบน้ำแค่สองครั้งในโรงพยาบาลครับ เพราะเนื่องจากผมยังมีสายน้ำเกลือติดตัวตลอดเวลา เมื่อจะอาบน้ำสระผม จำเป็นต้องแปะเทปกันน้ำบริเวณสายน้ำเกลือประกอบกับเมื่อเม็ดเลือดขาวมีปริมาณน้อยการอาบน้ำจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ ผมจึงถูกสั่งระงับและทำได้แค่เพียงเช็ดตัว ล้างหน้า แปรงฟันเท่านั้นครับ



แต่อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกอย่างชัดเจนคือ “เย็นหัวมากครับ” เพราะว่าผมทั้งหัวโดนโกนออกไปแล้วจึงต้องใส่หมวกคลุมเวลาออกนอกบ้าน (ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของประเทศญี่ปุ่นยังถือเป็นฤดูหนาวโดยอากาศเฉลี่ยบริเวณจังหวัดโออิตะอยู่ประมาณ 5-6 องศา)

อย่างไรก็ตาม ผมมีความสุขมากๆครับ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่มันเป็นสี่วันที่ล้ำค่าจริงๆแค่ได้ออกมาเดิน หรือทำอะไรต่างๆด้วยตัวเองแล้วทำให้รู้สึกว่ามีความสุขมากๆที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงทุกวินาทีนี้

หรือว่ามรสุมชีวิตลูกใหม่จะเข้าอีก
            หนึ่งวันก่อนผมกลับเข้าโรงพยาบาล คือวันที่ 11 มีนาคม ระหว่างที่ผมกำลังเก็บของเตรียมตัวกลับเข้าไปรับการรักษาต่อ ผมคิดว่าทุกคนที่อ่านบทความนี้ทราบข่าวว่ามันเกิดอะไรขึ้นวันนั้นแน่นอนครับ ใช่แล้วครับมันเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิเกือบทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะบริเวณฟุกุชิม่า โตเกียวและชิบะที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อสองปีก่อนครับ ผมและเพื่อนตกใจมากๆครับในวันนั้นพวกเราไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษโดยได้ทราบข่าวผ่านสื่อของประเทศญี่ปุ่น และแน่นอนว่าทุกคนได้รับการติดต่อจากเพื่อนๆครอบครัวที่อยู่ที่ไทยกันอย่างไม่ขาดสาย

ในตอนนั้นผมแอบคิดในใจว่า นี่ผมเพิ่งได้ออกมาจากโรงพยาบาลแค่สี่วันเองนะครับคุณพระเจ้า ถ้าผมจะตายจากสึนามิทั้งทีทำไมต้องส่งผมเข้าโรงพยาบาลก่อนละครับเนี่ย แต่สรุปแล้วจังหวัดที่ผมอยู่แทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการเกิดสึนามินี้เลยครับ ทำให้การรักษาก็เข้าสู่ช่วงที่สองได้ตามกำหนดการ

To be continued…